คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรีเจลและภาวะช่องคลอดแห้ง

ภาวะช่องคลอดแห้ง(VAGINAL DRYNESS) คือ ภาวะที่ภายในช่องคลอดขาดเมือกหล่อลื่น หรือมีลดน้อยลงกว่าปกติ เนื่องจากการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนในรังไข่ลดลง ทำให้เยื่อบุช่องคลอดขาดความชุ่มชื้นจนเกิดความแห้งกร้าน ส่งผลให้มีอาการคัน ระคายเคือง ไม่สบายตัว กลายเป็นปัญหาแสบเจ็บ และอาจลุกลามไปสู่อาการช่องคลอดอักเสบในที่สุด โดยปกติจะพบในสตรีช่วงที่เข้าสู่ภาวะวัยทอง แต่ในปัจจุบันเป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกวัย

  • ผู้หญิงทุกวัยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะช่องคลอดแห้งขึ้นได้ โดยเฉพาะ
  • ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือหลังหมดประจำเดือน
  • ผู้หญิงในช่วงหลังคลอดหรือให้นมบุตร
  • ผู้ที่ฉีดยาหรือทานยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน
  • ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดรังไข่
  • ผู้ที่รับประทานยารักษาอาการภูมิแพ้บางชนิด
  • ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติบางชนิด
  • ผู้ที่ได้รับเคมีบำบัด ฮอร์โมนหรือรังสีในอุ้งเชิงกราน
  • ผู้ที่มีความเครียด อาการซึมเศร้า หรือออกกำลังกายอย่างหนัก
  • การสวนล้างช่องคลอด
  • ปัสสาวะบ่อย และมีอาการแสบขณะปัสสาวะ
  • รู้สึกเจ็บเวลามีเพศสัมพันธ์
  • มีอาการคัน ระคายเคือง และแสบร้อนบริเวณช่องคลอดในระหว่างวัน
  • มีอาการแสบภายในช่องคลอดหลังมีประจำเดือนวันท้ายๆ
  • ทรมานจากอาการแสบเจ็บในกิจกรรมระหว่างวัน เช่น การทำงาน การออกกำลังกาย
  • ความต้องการทางเพศลดลง และถึงจุดสุดยอดได้ยากขึ้น
  • สร้างความรำคาญเรื้อรัง รู้สึกไม่สบายตัว อารมณ์หงุดหงิดง่าย เครียด
  • เยื่อบุผนังช่องคลอดบางลง ขาดความยืดหยุ่น และอาจมีเลือดออก หลังการมีเพศสัมพันธ์
  • ช่องคลอดเกิดการอักเสบ และติดเชื้อได้ง่าย เป็นสาเหตุหนึ่งของการ เกิดมะเร็งปากมดลูก
  • มีผลกระทบต่อชีวิตคู่ ทำให้เกิดปัญหาครอบครัว
  • ทานอาหารหลากหลายเพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน ดื่มน้ำให้เพียงพอ ในแต่ละวัน โดยอาจเน้นอาหารบางประเภทที่มีผลดีต่อบริเวณช่องคลอด เช่น โยเกิร์ต ที่อาจช่วยป้องกันการติดเชื้อรา หรือ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ที่มีส่วนประกอบเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนเล็กน้อย ซึ่งอาจช่วยสร้างสารหล่อลื่นตามธรรมชาติได้
  • หลีกเลี่ยงการใช้ถุงยางอนามัยที่มีส่วนประกอบของสารโนน๊อกซินอล 9 (Nonoxynol-9: N-9) ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการช่องคลอดแห้งได้
  • ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือสารเคมีบริเวณอวัยวะเพศ รวมไปถึงการสวนล้างช่องคลอดบ่อย ๆ ซึ่งจะทำให้อาการแย่ลง เนื่องจากอาจทำให้สภาพความเป็นกรดด่างภายในช่องคลอดเสียสมดุลไป
  • ทำจิตใจให้แจ่มใสพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง พยายามไม่เครียด
  • ภาวะช่องคลอดแห้งสามารถรักษาได้หลายวิธี ซึ่งต้องพิจารณาสาเหตุการเกิดเป็นหลักโดยวิธีการรักษาหลักที่นิยมใช้และช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นมีดังนี้
  • การใช้ยาฮอร์โมนเฉพาะที่ เป็นยาที่ใช้สำหรับทาบริเวณช่องคลอดโดยตรงในรูปแบบยาทา หรือยาเม็ดสอดในช่องคลอด โดยกลไกการออกฤทธิ์ของยาจะปล่อยเอสโตรเจนออกมาในบริเวณช่องคลอดทำให้เยื่อบุบริเวณช่องคลอดชุ่มชื้นขึ้น
  • การให้ฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy: HRT) เป็นตัวยา กลุ่มฮอร์โมนสำหรับรักษาผู้ที่มีภาวะช่องคลอดแห้งเนื่องมาจากการหมดประจำเดือน โดยเป็นยาฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย จึงสามารถช่วยรักษาอาการอื่นๆของวัยทองได้ด้วย เช่น ภาวะร้อนวูบวาบ อารมณ์หงุดหงิด ส่วนใหญ่เป็นยามีทั้งรูปแบบยาเม็ดรับประทาน ยานี้อาจมีความเสี่ยงในการใช้ยาเกิดขึ้นได้ จึงควรมีการปรึกษากับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญถึงผลเสียและผลดี ของการใช้ยา
  • การใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้น ในรูปแบบเจล นวัตกรรมล่าสุดสำหรับใช้ภายในช่องคลอดโดยเฉพาะที่ไม่มีส่วนผสมของฮอร์โมน เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ช่องคลอดอย่างใกล้เคียงธรรมชาติช่วยในสุขภาวะและความสบายช่องคลอด ด้วยความเป็นกรดที่เหมาะสม ใช้เพียงครั้งเดียวแต่ตัวเจลจะออกฤทธิ์ได้นาน 3 วันจึงช่วยบรรเทาอาการได้ดีกว่าการใช้สารหล่อลื่น ควรเลือกใช้เจลที่เป็นสูตรน้ำซึ่งจะไม่ทำปฏิกิริยากับถุงยางอนามัย และไม่สร้างความระคายเคืองให้กับช่องคลอด

รีเจลเป็นเจลสูตรน้ำที่มีส่วนประกอบสำคัญ คือ น้ำบริสุทธิ์ Ph.Eur. 78.82% w/w กลีเซอรอล น้ำมันแร่ โพลิคาร์โบฟิล ไขมันจากน้ำมันปาล์ม คาร์โบพอล 974P กรดซอร์บิก และไม่มีส่วนผสมของฮอร์โมน มีความปลอดภัยและอ่อนโยนต่อช่องคลอดมาก รีเจลยังมีผลการวิจัยที่เป็นที่ยอมรับ และได้รับการแนะนำให้ใช้รักษาภาวะช่องคลอดแห้งโดยสมาคมแพทย์ระดับสากล (IMS and NAMS)

รีเจลสามารถใช้ได้ในเวลาเช้า หรือก่อนนอน การใช้ 1 ครั้ง เจลจะออกฤทธิ์ได้นาน 3 วัน จึงช่วยบรรเทาอาการได้ดีกว่าการใช้สารหล่อลื่น ด้วยส่วนประกอบของเจลที่เป็นสูตรน้ำซึ่งจะไม่ทำปฏิกิริยากับถุงยางอนามัย และไม่สร้างความระคายเคืองให้กับช่องคลอด ความถี่ในการใช้นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะช่องคลอดแห้งของสาวๆ แต่ละคน ถ้าช่องคลอดแห้งมากอาจใช้ ทุกวันหรือวันเว้นวัน ในระยะแรก และเมื่อปรับสภาพความชุ่มชื้นภายในได้แล้ว สามารถปรับเว้นระยะห่างในการใช้รีเจลเองได้

  • นอนราบ หรือนั่งชันเข่าก็ได้
  • บีบเจลออกมาเล็กน้อย แล้วป้ายบนปากบนหลอด และปากช่องคลอดเพื่อให้การสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดนั้นง่ายขึ้น
  • สอดปากหลอดรีเจลเข้าไปในช่องคลอด ลึกประมาณ 1-1.5 นิ้ว ขึ้นอยู่กับสรีระของสาวๆแต่ละคน
  • บีบไล่เนื้อเจลจากปลายหลอดเข้าในช่องคลอดจนหมด
  • หลังจากนั้นนั่ง/นอน เพียง 5 นาที ก็สามารถลุกไปทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
  • 1 หลอด ใช้ได้ 1 ครั้ง หากใช้ไม่หมด ไม่ควรนำกลับมาใช้อีก

รีเจลมอบความชุ่มชื้นแก่ช่องคลอดอย่างใกล้เคียงธรรมชาติ หล่อลื่นและนุ่มกระชับด้วยกระบวนการเพิ่มความชุ่มชื้นถึง 3 ขั้น (TRIPLE ACTION)
ขั้นที่ 1 เนื้อเจลทำหน้าที่เป็นแผ่นฟิล์มเคลือบภายในผนังช่องคลอดสร้างความชุ่มชื้นทันทีที่ใช้
ขั้นที่ 2 เนื้อเจลปล่อยน้ำเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อมอบความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นอีกขั้น
ขั้นที่ 3 ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าภายในที่ตายแล้วให้หลุดออกไป เผยผิวใหม่ที่ยืดหยุ่นและกระชับ ปรับสมดุลย์กรดด่างและคงความชุ่มชื้นได้นาน 3 วัน

ให้สังเกตว่าภายในช่องคลอดมีความชุ่มชื้นขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น อาการแสบ เจ็บช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์ลดลง และผู้หญิงจะรู้สึกสบายตัวในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งตามการศึกษาก็จะพบว่า อาการที่เกิดจากภาวะช่องคลอดแห้งก็จะดีขึ้น ภายใน 2 สัปดาห์

ปกติช่องคลอดจะมีความเป็นด่าง แต่ในวัยหมดฮอร์โมนจะมีความเป็นด่างมากกว่าปกติ รีเจลจะมีคุณสมบัติเป็นกรดเพื่อเข้าไปปรับสมดุลภายในช่องคลอด ดังนั้นจึงจะรู้สึกแสบเมื่อใช้ช่วงแรกแนะนำให้ใช้รีเจลต่อเนื่องทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อปรับสมดุลภายใน และอาการแสบจะลดลงหรือหายไปเอง แสดงถึงภาวะความสมดุลย์และชุ่มชื้นภายในช่องคลอดดีขึ้น แต่ก็ต้องดูแลต่อเนื่องอาจใช้วันเว้นวัน หรือเว้น 2 วัน เพื่อรักษาสมดุลย์ภายใน

  • ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์หากมีอาการแพ้ส่วนประกอบที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์
  • สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
  • รีเจลไม่สามารถทำลายอสุจิ จึงไม่ป้องกันการตั้งครรภ์
  • ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์หากหลอดบรรจุชำรุด
  • ไม่ควรใช้กับเด็ก และเก็บให้พ้นมือเด็ก
  • ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุ
  • เก็บในที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25  C

คำถามที่พบบ่อยเกี่ยวกับรีเจลและภาวะช่องคลอดแห้ง

รีเจลช่วยรักษาช่องคลอดแห้งได้อย่างไร?

เจลดูแลช่องคลอดแห้งเป็นเจลสูตรน้ำที่คิดค้นเพื่อดูแลปัญหาช่องคลอดแห้งโดยเฉพาะ จะช่วยเติมความชุ่มชื้น หล่อลื่น ทำให้นุ่มกระชับด้วยกลไก Triple Action
กลไกที่ 1 เนื้อเจลทำหน้าที่เป็นแผ่นฟิล์มเคลือบภายในผนังช่องคลอด
กลไกที่ 2 เนื้อเจลปล่อยน้ำเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อเติมเต็มความชุ่มชื้นแก่ผิวชั้นในอีกขั้น
กลไกที่ 3 ผลัดเซลล์ผิวเก่าภายในให้หลุดออกไป เผยผิวใหม่ที่ยืดหยุ่น กระชับ

เจลรักษาภาวะช่องคลอดแห้งแตกต่างจากเจลหล่อลื่นทั่วไปอย่างไร?

เจลหล่อลื่นทั่วไป ลดอาการเสียดสีที่ทำให้เกิดการบาดเจ็บระหว่างมีเพศสัมพันธ์สารหล่อลื่นจะหลุดไปหรือสลายหายไปกับน้ำ เจลรักษาภาวะช่องคลอดแห้ง เป็นนวัตกรรมเพื่อรักษาช่องคลอดแห้งโดยเฉพาะ
ช่วยเติมความชุ่มชื้น เนื้อเจลมีสูตรโครงสร้างคล้ายเซลล์ผิวช่องคลอด มีส่วนผสมของน้ำบริสุทธ์ 80% และมีคุณสมบัติเป็นกรดอ่อนๆ ช่วยคืนสมดุล กรด-ด่างให้กับช่องคลอด

รีเจลใช้นานแค่ไหน อาการช่องคลอดแห้งจึงจะดีขึ้น?

จากผลการศึกษา ผู้หญิงวัยหมดประจำเดือนที่มีภาวะช่องคลอดแห้ง เมื่อใช้รีเจล 1 หลอดเว้น 3 วัน
ต่อเนื่อง 6 วัน หรือประมาณ 5 หลอด จะมีอาการดีขึ้น ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับระดับความแห้งและความชุ่มชื้น
ของช่องคลอดแต่ละคน เมื่ออาการดีขึ้นแล้วให้ใช้รีเจลต่อเนื่องไปอีกระยะหนึ่งเพื่อปรับสมดุลให้ความ
ชุ่มชื้นอยู่ยาวนานขึ้น หากเรามีอาการดีขึ้น อาการแสบเจ็บหายไป สบายตัวขึ้น สามารถพิจารณาในการเว้นระยะห่างในการใช้หรือหยุดใช้ได้

รีเจลปลอดภัยแค่ไหน หากโดนปากแล้วจะเป็นอย่างไร?

รีเจลนำเข้าจากไอร์แลนด์ ปลอดภัยสูง เป็นเจลสูตรน้ำ ไม่ทำปฎิกิริยากับถุงยางอนามัยและไม่ผสมฮอร์โมน จึงปลอดภัย ไม่เป็นอันตราย รีเจลช่วยให้ความชุ่มชื้นในการมีเพศสัมพันธ์ มีส่วนประกอบที่ปลอดภัยต่อการสัมผัสผิว จึงไม่เป็นอันตรายหากสัมผัสปาก แต่เภสัชกรก็ยังไม่แนะนำให้รับประทานนะคะ

ทำไมในช่วงแรกของการใช้รีเจลมีมูกสีขาวออกมาและมีอาการแสบ?

ด้วยคุณสมบัติของตัวเจล ช่วยให้เกิดการผลัดเซลล์ผิว มูกสีขาวที่ออกมา คือเซลล์ผิวเก่าในช่องคลอดที่แห้งแล้วหลุดออกมา เพื่อเริ่มกระบวนการสร้างเซลล์ผิวใหม่ ทำให้เกิดสมดุลภายในช่องคลอดอีกครั้ง สำหรับอาการแสบเกิดขึ้นได้ กับผู้ที่ช่องคลอดแห้งที่ปกติจะมีการเสียดสีภายในอยู่แล้ว ทำให้มีการถลอก และอักเสบภายในอยู่แล้ว ซึ่งรีเจลมีฤทธิ์เป็นกรดอ่อนๆอยู่แล้ว ทำให้เกิดอาการแสบได้ หากใช้รีเจลไประยะหนึ่งจนช่องคลอดสมดุลดีแล้ว อาการแสบและมูกสีขาวจะหายไป ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคลค่ะ

Q : สาเหตุของภาวะช่องคลอดแห้งคืออะไร ?

A: ภาวะช่องคลอดแห้ง (VAGINAL DRYNESS) คือ ภาวะที่ภายในช่องคลอดขาดเมือกหล่อลื่น หรือมีลดน้อยลงกว่าปกติ เนื่องจากการผลิตฮอร์โมนเอสโตรเจนในรังไข่
ลดลง ทำให้เยื่อบุช่องคลอดขาดความชุ่มชื้นจนเกิดความแห้งกร้าน ส่งผลให้มีอาการคัน ระคายเคือง ไม่สบายตัว กลายเป็นปัญหาแสบเจ็บ และอาจลุกลามไปสู่อาการ
ช่องคลอดอักเสบในที่สุด โดยปกติจะพบในสตรีช่วงที่เข้าสู่ภาวะวัยทอง แต่ในปัจจุบันเป็นอาการที่อาจเกิดขึ้นได้กับผู้หญิงทุกวัย

Q: ภาวะช่องคลอดแห้งเกิดขึ้นกับใครได้บ้าง?

A: ผู้หญิงทุกวัยมีความเสี่ยงที่จะเกิดภาวะช่องคลอดแห้งขึ้นได้ โดยเฉพาะ
– ผู้หญิงที่เข้าสู่วัยหมดประจำเดือน หรือหลังหมดประจำเดือน
– ผู้หญิงในช่วงหลังคลอดหรือให้นมบุตร
– ผู้ที่ฉีดยาหรือทานยาคุมกำเนิดเป็นระยะเวลานาน
– ผู้ที่ได้รับการผ่าตัดรังไข่
– ผู้ที่รับประทานยารักษาอาการภูมิแพ้บางชนิด
– ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันผิดปกติบางชนิด
– ผู้ที่ได้รับเคมีบำบัด ฮอร์โมนหรือรังสีในอุ้งเชิงกราน
– ผู้ที่มีความเครียด อาการซึมเศร้า หรือออกกำลังกายอย่างหนัก
– การสวนล้างช่องคลอด

Q: อาการอะไรที่บ่งบอกว่าเป็นภาวะช่องคลอดแห้ง

A: 
– ทรมานจากอาการแสบเจ็บในกิจกรรมระหว่างวัน เช่น การทำงาน การออกกำลังกาย
– ความต้องการทางเพศลดลง และถึงจุดสุดยอดได้ยากขึ้น
– สร้างความรำคาญเรื้อรัง รู้สึกไม่สบายตัว อารมณ์หงุดหงิดง่าย เครียด
– เยื่อบุผนังช่องคลอดบางลง ขาดความยืดหยุ่น และอาจมีเลือดออก หลังการมีเพศสัมพันธ์
– ช่องคลอดเกิดการอักเสบ และติดเชื้อได้ง่าย เป็นสาเหตุหนึ่งของการ เกิดมะเร็งปากมดลูก
– มีผลกระทบต่อชีวิตคู่ ทำให้เกิดปัญหาครอบครัว

Q: เราสามารถป้องกันภาวะช่องคลอดแห้งได้อย่างไร?

A:
– ทานอาหารหลากหลายเพื่อให้ได้สารอาหารที่ครบถ้วน ดื่มน้ำให้เพียงพอ ในแต่ละวัน โดยอาจเน้นอาหารบางประเภทที่มีผลดีต่อบริเวณช่องคลอด เช่น โยเกิร์ต ที่อาจช่วยป้องกันการติดเชื้อรา หรือ ผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง ที่มีส่วนประกอบเป็นฮอร์โมนเอสโตรเจนเล็กน้อย ซึ่งอาจช่วยสร้างสารหล่อลื่นตามธรรมชาติได้
– หลีกเลี่ยงการใช้ถุงยางอนามัยที่มีส่วนประกอบของสารโนน๊อกซินอล 9 (Nonoxynol-9: N-9) ซึ่งอาจเพิ่มความเสี่ยงให้เกิดอาการช่องคลอดแห้งได้
– ควรหลีกเลี่ยงการใช้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนผสมของน้ำหอมหรือสารเคมีบริเวณอวัยวะเพศ รวมไปถึงการสวนล้างช่องคลอดบ่อย ๆ ซึ่งจะทำให้อาการแย่ลง เนื่องจากอาจทำให้สภาพความเป็นกรดด่างภายในช่องคลอดเสียสมดุลไป
– ทำจิตใจให้แจ่มใสพร้อมรับความเปลี่ยนแปลง พยายามไม่เครียด

Q: ภาวะช่องคลอดแห้งมีวิธีดูแลรักษาอย่างไร?

A:ภาวะช่องคลอดแห้งสามารถรักษาได้หลายวิธี ซึ่งต้องพิจารณาสาเหตุการเกิดเป็นหลักโดยวิธีการรักษาหลักที่นิยมใช้และช่วยบรรเทาอาการให้ดีขึ้นมีดังนี้
– การใช้ยาฮอร์โมนเฉพาะที่ เป็นยาที่ใช้สำหรับทาบริเวณช่องคลอดโดยตรงในรูปแบบยาทา หรือยาเม็ดสอดในช่องคลอด โดยกลไกการออกฤทธิ์ของยาจะปล่อยเอสโตรเจนออกมาในบริเวณช่องคลอดทำให้เยื่อบุบริเวณช่องคลอดชุ่มชื้นขึ้น
– การให้ฮอร์โมนทดแทน (Hormone Replacement Therapy: HRT) เป็นตัวยา กลุ่มฮอร์โมนสำหรับรักษาผู้ที่มีภาวะช่องคลอดแห้งเนื่องมาจากการหมดประจำเดือน โดยเป็นยาฮอร์โมนที่ออกฤทธิ์ทั่วร่างกาย จึงสามารถช่วยรักษาอาการอื่นๆของวัยทองได้ด้วย เช่น ภาวะร้อนวูบวาบ อารมณ์หงุดหงิด ส่วนใหญ่เป็นยา มีทั้งรูปแบบยาเม็ด
รับประทาน ยานี้อาจมีความเสี่ยงในการใช้ยาเกิดขึ้นได้ จึงควรมีการปรึกษากับแพทย์หรือผู้เชี่ยวชาญถึงผลเสียและผลดี ของการใช้ยา
– การใช้สารเพิ่มความชุ่มชื้น ในรูปแบบเจล นวัตกรรมล่าสุดสำหรับใช้ภายในช่องคลอดโดยเฉพาะที่ไม่มีส่วนผสมของฮอร์โมน เพื่อสร้างความชุ่มชื้นให้แก่ช่องคลอดอย่าง
ใกล้เคียงธรรมชาติช่วยในสุขภาวะและความสบายช่องคลอด ด้วยความเป็นกรดที่เหมาะสม ใช้เพียงครั้งเดียวแต่ตัวเจลจะออกฤทธิ์ได้นาน 3 วันจึงช่วยบรรเทาอาการได้ดีกว่าการใช้สารหล่อลื่น ควรเลือกใช้เจลที่เป็นสูตรน้ำซึ่งจะไม่ทำปฏิกิริยากับถุงยางอนามัย และไม่สร้างความระคายเคืองให้กับช่องคลอด

Q:ส่วนประกอบสำคัญในรีเจลมีอะไรบ้าง และมีความปลอดภัยในการใช้ขนาดไหน?

A: รีเจลเป็นเจลสูตรน้ำที่มีส่วนประกอบสำคัญ คือ น้ำบริสุทธิ์ Ph.Eur. 78.82% w/w กลีเซอรอล น้ำมันแร่ โพลิคาร์โบฟิล ไขมันจากน้ำมันปาล์ม คาร์โบพอล 974P
กรดซอร์บิก และไม่มีส่วนผสมของฮอร์โมน มีความปลอดภัยและอ่อนโยนต่อช่องคลอดมาก รีเจลยังมีผลการวิจัยที่เป็นที่ยอมรับ และได้รับการแนะนำให้ใช้รักษา
ภาวะช่องคลอดแห้งโดยสมาคมแพทย์ระดับสากล (IMS and NAMS)

Q: รีเจลควรใช้เวลาไหน?

A: รีเจลสามารถใช้ได้ในเวลาเช้า หรือก่อนนอน การใช้ 1 ครั้ง เจลจะออกฤทธิ์ได้นาน 3 วัน จึงช่วยบรรเทาอาการได้ดีกว่าการใช้สารหล่อลื่น ด้วยส่วนประกอบของเจลที่เป็นสูตรน้ำซึ่งจะไม่ทำปฏิกิริยากับถุงยางอนามัย และไม่สร้างความระคายเคืองให้กับช่องคลอด ความถี่ในการใช้นั้นขึ้นอยู่กับสภาวะช่องคลอดแห้งของสาวๆ แต่ละคน
ถ้าช่องคลอดแห้งมากอาจใช้ ทุกวันหรือวันเว้นวัน ในระยะแรก และเมื่อปรับสภาพความชุ่มชื้นภายในได้แล้ว สามารถปรับเว้นระยะห่างในการใช้รีเจลเองได้

Q: รีเจลมีวิธีการใช้อย่างไร?

A: 
– นอนราบ หรือนั่งชันเข่าก็ได้
– บีบเจลออกมาเล็กน้อย แล้วป้ายบนปากบนหลอด และปากช่องคลอดเพื่อให้การสอดใส่เข้าไปในช่องคลอดนั้นง่ายขึ้น
– สอดปากหลอดรีเจลเข้าไปในช่องคลอด ลึกประมาณ 1-1.5 นิ้ว ขึ้นอยู่กับสรีระของสาวๆแต่ละคน
– บีบไล่เนื้อเจลจากปลายหลอดเข้าในช่องคลอดจนหมด
– หลังจากนั้นนั่ง/นอน เพียง 5 นาที ก็สามารถลุกไปทำกิจวัตรประจำวันได้ตามปกติ
– 1 หลอด ใช้ได้ 1 ครั้ง หากใช้ไม่หมด ไม่ควรนำกลับมาใช้อีก

Q: รีเจลทำงานอย่างไร?

A: รีเจลมอบความชุ่มชื้นแก่ช่องคลอดอย่างใกล้เคียงธรรมชาติ หล่อลื่นและนุ่มกระชับด้วยกระบวนการเพิ่มความชุ่มชื้นถึง 3 ขั้นตอน (TRIPLE ACTION)
ขั้นที่ 1 เนื้อเจลทำหน้าที่เป็นแผ่นฟิล์มเคลือบภายในผนังช่องคลอดสร้างความชุ่มชื้นทันทีที่ใช้
ขั้นที่ 2 เนื้อเจลปล่อยน้ำเข้าสู่ชั้นเนื้อเยื่อมอบความชุ่มชื้นและยืดหยุ่นอีกขั้น
ขั้นที่ 3 ช่วยผลัดเซลล์ผิวเก่าภายในที่ตายแล้วให้หลุดออกไป เผยผิวใหม่ที่ยืดหยุ่นและกระชับ ปรับสมดุลย์กรดด่างและคงความชุ่มชื้นได้นาน 3 วัน

Q: ใช้รีเจลเป็นระยะเวลาเท่าไหร่ถึงจะรู้สึกได้ถึงเปลี่ยนแปลง?

A: ให้สังเกตว่าภายในช่องคลอดมีความชุ่มชื้นขึ้น ยืดหยุ่นขึ้น อาการแสบ เจ็บช่องคลอดขณะมีเพศสัมพันธ์ลดลง และผู้หญิงจะรู้สึกสบายตัวในการใช้ชีวิตประจำวันมากขึ้น ซึ่งตามการศึกษาก็จะพบว่า อาการที่เกิดจากภาวะช่องคลอดแห้งก็จะดีขึ้น ภายใน 2 สัปดาห์

Q: ข้อแนะนำการใช้รีเจล

A: ปกติช่องคลอดจะมีความเป็นด่าง แต่ในวัยหมดฮอร์โมนจะมีความเป็นด่างมากกว่าปกติ รีเจลจะมีคุณสมบัติเป็นกรดเพื่อเข้าไปปรับสมดุลภายในช่องคลอด ดังนั้นจึงจะรู้สึกแสบเมื่อใช้ช่วงแรกแนะนำให้ใช้รีเจลต่อเนื่องทุกวันประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อปรับสมดุลภายใน และอาการแสบจะลดลงหรือหายไปเอง แสดงถึงภาวะความสมดุลและ
ชุ่มชื้นภายในช่องคลอดดีขึ้น แต่ก็ต้องดูแลต่อเนื่องอาจใช้วันเว้นวัน หรือเว้น 2 วัน เพื่อรักษาสมดุลภายใน

Q: ข้อควรระวังในการใช้รีเจล

A:
– ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์หากมีอาการแพ้ส่วนประกอบที่มีอยู่ในผลิตภัณฑ์
– สตรีมีครรภ์หรือให้นมบุตร โปรดปรึกษาแพทย์ก่อนใช้
– รีเจลไม่สามารถทำลายอสุจิ จึงไม่ป้องกันการตั้งครรภ์
– ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์หากหลอดบรรจุชำรุด
– ไม่ควรใช้กับเด็ก และเก็บให้พ้นมือเด็ก
– ไม่ใช้ผลิตภัณฑ์ที่หมดอายุ
– เก็บในที่อุณหภูมิต่ำกว่า 25 °C